น้อยคนจะรู้เป็นทายาท วิเศษนิยม พิเศก อินทรครรชิต ทิ้งวงการเป็นผู้บริหาร

หากย้อนกลับไปสัก 10 กว่าปีที่แล้ว ในยุคที่วงการภาพยนตร์ไทยนั้นกำลังเฟื่องฟู และกำลังได้รับความนิยมมากกว่าละครโทรทัศน์ เชื่อว่าหลายคนคงจะคุ้นหน้าคุ้นกันเป็นอย่างดี กับชายรูปร่างเล็ก มีหนวดเครานิดหน่อย

บวกกับน้ำเสียงที่หล่อมีเสน่ห์ อย่าง พิเศก อินทรครรชิต หรือที่รู้จักกันในชื่อ ต้น พิเศก อดีตนักแสดงมากความสามารถที่เคยฝากผลงานไว้ในวงการและมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ไม่น้อยในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยที่หลายคนไม่รู้เลยว่า เขาคือทายาทรุ่นที่ 3 ของ วิเศษนิยม แบรนด์สินค้าที่ทำจากสมุนไพรไทยที่มีอายุกว่า 95 ปี ผู้มีอารมณ์ศิลปินที่เราคุ้นหน้าเขาดี กับงานแสดงภาพยนตร์ที่เคยได้รับรางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี ครั้งที่ 24 ประจำปี พ.ศ. 2543

รางวัลตุ๊กตาเงินดาวรุ่งฝ่ายชายจากภาพยนตร์เรื่อง บางกอก แดนเจอรัส ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาเคยมีผลงานทั้งทางจอเงิน ตั้งแต่ ปมไหม เรื่องราวเกี่ยวกับการหายตัวไปของ จิม ทอมป์สัน, ทวิภพ , 7 ประจัญบาน ภาค 1 และ 2 ฯลฯ และนอกจากจะประสบความสำเร็จด้านงานแสดงแล้ว เจ้าตัวนั้นยังมีงานพิธีกรและงานโฆษณาอีกด้วย เรียกว่าในยุคนั้นถือเป็นยุครุ่งเรืองของ พิเศก เลยก็ว่าได้ ปัจจุบัน พิเศก มีความสุขกับการช่วยคุณแม่บริหารงานของครอบครัว

ลงทุนกับหุ้นส่วนในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งงานที่เขาได้เข้ามาช่วยคุณแม่บริหารแบรนด์ วิเศษนิยม คือ การดูแลด้านการปรับภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ให้ดูทันสมัย ผมมองว่าเป็นไปไม่ได้ที่บริษัทเดียวจะสามารถทำตลาดได้ทั่วโลก เพราะจำนวนประชากรมากขึ้นก็ต้องมีอะไรที่หลากหลาย ไม่ใช่มีพืชพันธุ์เดียว เรายึดหลักธรรมด้วย ถ้าเราแก่งแย่งตลาดกันก็ไม่ต่างกับทุ่งซาฟารี ที่สัตว์ที่มีอำนาจมากกว่าจะกินทุกอย่าง ทำให้สัตว์เล็กๆ ไม่มีอะไรกิน เราจะทำธุรกิจแบบไม่แข่งขัน

 

ผมชอบวิถีที่เรียบง่าย ทำเท่าที่จำเป็น แนวคิดในการใช้ชีวิตของ พิเศก ก็เช่นกัน เน้นการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย สมถะ พิเศก เชื่อว่า ทุกคนมีจังหวะชีวิตของตัวเอง เช่น การแสดงก็เป็นจังหวะหนึ่งในชีวิตของเขาที่วงการบันเทิงเปิดให้เข้าไป แต่สิ่งที่ทำจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่ตัวเอง ชีวิตเราก็เปรียบเหมือนไทม์ไลน์ตัวเลขที่วิ่งไปตลอด ถ้ามองในช่วงอายุ 20, 30, 50 คนที่ประสบความสำเร็จมักมาในช่วง 40 ใครทำงานมั่นคงก็ไม่อยากออกจากงาน แต่ออกมาได้แสดงว่าคุณกล้ามาก

ซึ่งมีคนรู้น้อยมาก ว่าผมเป็นทายาท วิเศษนิยม ผมก็ไม่ค่อยเปิดเผยตัวเองเท่าไร เพราะบ้านผมน้อง ๆ และคุณแม่ไม่ใช่คนชอบโซเชียลเราชอบอยู่กันสงบ ๆ ตอนที่ผมเป็นดารา ผมก็ไม่อยากเป็นดาราดัง เพราะชีวิตจะไม่อิสระ ซึ่งผมคงรับไม่ได้ ถ้าดังมากคนก็รู้จักคนก็ต้องจับตามอง ผมคิดว่าโลกนี้เราควรเดินไปได้หมด ควรรู้สึกสบายใจเวลาเดินไปไหน