อี๊ฟ เผย ก่อนพ่อจากไป

อี๊ฟ พุทธธิดา ลูกสาว “อาต้อย” เศรษฐา ศิระฉายา เปิดใจว่า ความรู้สึกก็คือมันมีช่วงเวลาหลายช่วงเวลา คือทุกคนมันมีจุดที่เราจะต้องลากัน เราก็คิดว่าเราโอเคแล้ว เราพร้อมแล้ว แต่เขาคงเหนื่อยมากจริง ๆ เพราะเขาดูสงบและมีความสุขที่ได้หลับพักสักที

ท่านกินได้น้อยมาหลายเดือนแล้วตั้งแต่ช่วงสิ้นปีที่แล้วก่อนปีใหม่อีก เขาดีขึ้นเป็นพัก ๆ พอสดชื่นก็กินได้เยอะขึ้นหน่อย และเริ่มกินไม่ได้อีก คำว่ากินได้คือ 8-9 ช้อน กินไม่ได้คือช้อน 2 ช้อน แต่พ่อไม่อยากใส่สายให้อาหาร

ซึ่งเราอยากให้พ่อมีความสุขที่สุดเลือกในทางที่พ่อสบายใจ เพราะสุดท้ายแล้ว เราก็คิดว่าเราก็ยังทำให้พ่อได้มีความสุขมากที่สุด ก็คือฝืนใจเขาไม่เยอะมาก ก็มีบ้างที่ต้องฝืนใจ อย่างเรื่องกิน ย า

แต่วันนี้เราก็ไม่ต้องมานั่ง เ สี ย ใจว่า รู้งี้เราไม่น่าบังคับพ่อเลย รู้งี้ไม่อย่างนั้นอย่างนี้ ท่านก็ขึ้น ๆ ลง ๆ บางทีท่านก็เหนื่อยมากจริง ๆ ท่านเป็นมา 3 ปีกว่าแล้ว มีหนักบ้างเบาบ้าง แต่ช่วงหลังมารักษาเพิ่มเติมเลยมีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก

ครั้งล่าสุด คือ พ่อไปหาหมอตรงวันนัด หมอจะได้ให้วิตามินเพิ่มเติมจะได้สดชื่นขึ้นหน่อย เราก็คิดว่าไป 1-2 วัน ก็คงกลับบ้าน แต่พอไปจริง ๆ พบว่ามีเสมหะที่เหนียวข้นมาก จนทำให้เขาหายใจไม่ออก ต้องดูดเสมหะ

พ่อค่อนข้างนอนราบไม่สบายอึดอัดหายใจไม่ออกเลยดูดเสมหะ แต่การดูดคงเจ็บและเหนื่อย ความดันตก หมอพยายามใช้สารกระตุ้น ก็ไม่น่าจะตกขนาดที่เขาจะไป แต่ก็คิดว่าคงเป็นเพราะว่าความเปราะบางของเขาในภาวะที่เป็นอยู่มันมาก

ก่อนพ่อจะไป คนดูแลพ่อบอกว่า พ่อเห็นแสงสีเขียว อันนี้ก็ไม่รู้ว่ายังไง เราก็เชื่อว่าแสงนั้นแหละจะเป็นแสงที่นำพาเขาไปในที่ที่ดี แม่เราเขาเข้าใจได้ดีกว่าใคร ๆ และทุกคนทำดีที่สุดแล้ว และมันเกิดเหตุการณ์ที่เราไม่คิดว่ามันจะเกิด คือ

อาการแทรกซ้อนต่าง ๆ มันค่อนข้างรวดเร็ว สิ่งที่เราตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกเลยคือเราจะไม่ให้พ่อทรมาน ซึ่งเขาก็ไม่ได้ทรมาน อี๊ฟ ไม่ได้คิดว่าพ่อไปไหน พ่อยังรับแขก เมื่อวานบอกพ่อกลับบ้านเขาก็กลับ เขาอยู่ในที่ที่มีสุข และเขารู้ว่าทุกคนรักเขาแค่ไหน

ทั้งนี้สำหรับผู้ที่ตั้งใจมาทำบุญกับพ่อ อันนี้เป็นความตั้งใจของครอบครัวด้วย เราได้รับพระเมตตา เราก็อยากจะช่วยท่านสานต่อพระปณิธานทุกบาททุกสตางค์ที่ทุกคนร่วมทำบุญไปสมทบทุนกับมูลนิธิภัทรราชานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์